รูปภาพหัวข้อบทความเรื่องคนตาบอด, ผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็น, ผู้พิการทางสายตาฯลฯ

โอ๊ยปวดหัว ตกลงใช้คำไหนเนี่ย?? ถึงจะถูก นายพีระ พิลาฤทธิ์ ผู้เขียน

 

จากที่ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความหลายบทความที่ผ่านมา บางบทความก็เรียกคนตาบอด บางคนก็เรียกผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็น บ้างก็เรียกผู้พิการทางสายตา โอ๊ย ปวดหัว ไม่รู้ว่าจะเรียกยังไงถึงจะถูกต้อง จะใช้คำไหนถึงจะไม่ต้องไปทำร้ายจิตใจคนตาบอดนะ??? วันนี้ผมในถาณะคนตาบอดคนหนึ่งจะมาไขข้อข้องใจของใครหลายคนที่กำลังมีข้อสงสัยและกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้ามาคุยกับคนตาบอดให้หายกังวนกัน

ก่อนอื่นผมบอกไว้ก่อนครับว่าผมเป็นคนตาบอดจริงๆ ที่ตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด

และบทความนี้ผมได้เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริง ความรู้สึกที่แท้จริงของคนตาบอดคนหนึ่ง และอิงจากความรู้ตามหลักวิชาการจากแหล่งความรู้ต่างๆ มา เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทั้งความรู้และความรู้สึกที่เป็นกันเองกับคนตาบอดครับ

จากบทความที่ชื่อว่า “Blind(ed) Men, Blind(ed) peoples Vs Blind Men? Blindtravelism”

ชายตาบอดในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Blind” ผู้เขียนพบการเขียนคำภาษาอังกฤษที่ต่างออกไปซึ่งนักภาษาศาสตร์อาจจะมองว่าผิดหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอย่างไม่น่าให้อภัย

ศราวุฒิ (ศราวุฒิ 2553) ได้ให้ความหมายของคำว่า Blined Men ผ่านงานวิจัยเชิงปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ประเด็นเรื่องเพศกับผู้พิการชายตาบอดว่า Blind(ed) Men. ไว้อย่างน่าสนใจว่า 

“แน่ชัดว่า Blind(ed) Men ผิดหลักไวยากรณ์ของภาษาอังกฤษ ซึ่งหากพิจารณาตามหลักไวยากรณ์ กริยา Blind เป็นคำคุณศัพท์ (Adj.) ขยายคำนาม Men หรือ People เพื่อทำหน้าที่ขยายคำนามให้ได้ความหมายแสดงคุณสมบัติของคำนาม หลักของ Gerund จะเขียนว่า Blinding Men แต่ความหมายแสดงอาการว่ากำลังถูกปิดตาเสียมากกว่า

หลัก Past หรือ Perfect Participle ไม่พบว่า คำว่า Blind(ed) People อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับความจริงที่ปรากฏมากที่สุด

“Blind(ed) Men ผู้ชายตาบอด” มาจากการให้ความหมายจากคนส่วนใหญ่ให้ความเห็นไว้ (Stigma) ให้ผู้ชายทั่วไปที่มีความบกพร่องทางสายตาตามทัศนคติแง่ลบ ซึ่งพบว่าความจริงแล้วความบกพร่องทางสายตาอาจส่งผลให้มีประสาทรับรู้อย่างอื่นดีกว่าคนทั่วไป (general people) ก็เป็นได้แต่ทำไมเราถึงเรียกคนเหล่านี้ว่า “คนตาบอด”

วิเคราะห์ความจริงตามปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) พบว่าผู้ชายทั่วไปกับผู้ชายตาบอดไม่มีความแตกต่างกัน รูปแบบพฤติกรรมเป็นไปในรูปแบบเดียวกันในทุกๆ ด้านแม้แต่เรื่องของความรื่นรมย์ทางเพศ

ทัศนะคติและอำนาจส่วนใหญ่ในการให้ความหมายผู้ที่มีความแตกต่างจากกลุ่มตนในด้านลบ ส่งผลให้การให้คำนิยามผู้ชายที่มีความบกพร่องทางสายตา ซึ่งมีประสาทในการรับรู้แตกต่างจากกลุ่มคนทั่วไปที่รับรู้ทางสายตาเป็นหลัก โดยเรียกคนเหล่านี้ว่า “คนตาบอด” “ไอ้บอด” เป็นต้น ส่งผลให้คนทั่วไปเมื่อพูดถึงคนตาบอดจะนึกถึงความเศร้าโศก เรื่องไม่น่ารื่นรมย์ หรืออาจรู้สึกโชคดีที่ไม่เป็นเรา

หากเราเปิดใจและพิจารณาอย่างละเอียดพบว่าเราไม่สามารถตอบได้ว่าในชีวิตนี้เราจะมีโอกาสเป็นคนตาบอดได้หรือไม่ หรือหากเราต้องประสบกับคำที่เราเรียกคนที่เรามองว่าด้อยสมรรถภาพกว่าเราว่า “พิการ” ถึงวันนั้นเราจะรับกับสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองได้หรือไม่

สำหรับผู้บัญญัติคำนี้ชี้แจงว่า หากคนทั่วไปสามารถบัญญัติคำเหล่านี้ เพื่อใช้เรียกคนที่มีประสาทสัมผัสที่แตกต่างจากคนทั่วไปทางสายตาว่า “ไอ้บอด” หรือ Blind Men คงไม่เป็นการผิดอะไรหากจะเรียกว่า “Blind(ed) Men”

อย่างไรก็ตามคำเรียกจะเป็นอย่างไรคงไม่สำคัญกับคนตาบอดเหล่านั้น หากสังคมเปิดโอกาสให้กับพวกเขาให้มีสิทธิที่เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป คุณจะเรียกว่า ไอ้มืด ไอ้บอด ไอ้ตามองไม่เห็น อย่างไรก็ไม่สำคัญ

สิ่งสำคัญ คือ การยอมรับว่าคนตาบอดเป็นเฉกเช่นคนทั่วไป การให้โอกาศคือสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา

ความหมายของผู้พิการ

คนพิการ หมายถึง คนที่มีความผิดปกติ หรือบกพร่องทางร่างกายทางสติปัญญา หรือทางจิตใจ

International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF)

ความหมายของความพิการ คือ สิ่งที่ส่งผลให้บุคคลมีความบกพร่อง (Impairments) ข้อจำกัดในการทำกิจกรรม (Activity limitations) และข้อจำกัดในการมีส่วนร่วม (Participation restrictions) ดังนี้

ความบกพร่อง (Impairment) หมายถึง การสูญเสียหรือความผิดปกติของโครงสร้างของร่างกายหรือการใช้งานของร่างกาย (รวมถึงการทำงานด้านจิตใจ) ที่สังเกตหรือเห็นได้ชัดดังนั้นความบกพร่องจะพิจารณาที่ “อวัยวะ” หรือ”ระบบการทำงาน” ของส่วนต่างๆของมนุษย์เช่นตาบอดหูหนวกเป็นใบ้อัมพาตออทิสติก เป็นต้น

ข้อจำกัดในการทำกิจกรรม (Activity limitation) หมายถึง ความยากลำบากในการกระทำกิจกรรมของแต่ละบุคคล เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติในวัยเดียวกันควรจะทำได้ อาจมีความยากลำบากได้ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงระดับมากดังนั้นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมจะพิจารณาที่ “ความสามารถ” ของบุคคลโดยรวมว่าสามารถทำกิจกรรมหนึ่งๆ จนเสร็จสิ้นได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องทำด้วยความลำบากหรือไม่โดยไม่สนใจว่าบุคคลนั้นมีความบกพร่องอะไรบ้าง

ข้อจำกัดในการมีส่วนร่วม (Participation restriction) หมายถึง ปัญหาที่บุคคลประสบเมื่ออยู่ในสถานการณ์หนึ่งของชีวิตโดยเปรียบเทียบสิ่งที่บุคคลนั้นทำได้กับสิ่งที่คาดหวังว่าบุคคลที่ไม่มีความพิการสามารถทำได้ในสังคม หรือวัฒนธรรมเดียวกันเช่นการประกอบอาชีพการเดินทาง การดูแลบุตรการทำงานบ้านและการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน เป็นต้น

ประเภทของคนพิการ

จากการให้ความหมายของความพิการข้างต้น ทำให้สามารถแบ่งประเภทของผู้พิการได้เป็น 5ประเภท โดยกระทรวงสาธารณะสุข (3) ได้แก่

คนพิการทางการมองเห็น ได้แก่

            (ก) คนที่มีสายตาข้างที่ดีกว่าเมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดาแล้วมองเห็นน้อยกว่า 6/18 หรือ 20/70 ลงไปจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างหรือ

            (ข) คนที่มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา

คนพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย ได้แก่

            (ก) คนที่ได้ยินเสียงที่ความถี่ 500 เฮิรตซ์ 1000 เฮิรตซ์หรือ 2000 เฮิรตซ์ในหูข้างที่ดีกว่าที่มีความดังเฉลี่ยดังต่อไปนี้

                        (1) สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี เกิน 40 เดซิเบลขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง

                        (2) สำหรับคนทั่วไปเกิน 55 เดซิเบลขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียงหรือ

            (ข) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องในการเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูดจนไม่สามารถสื่อความหมายกับคนอื่นได้

คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว ได้แก่

            (ก) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน และไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันได้หรือ

            (ข) คนที่มีการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว มือ แขน ขา หรือ ลำตัว อันเนื่องมาจาก แขนหรือขาขาดอัมพาต หรืออ่อนแรง โรคข้อ หรืออาการปวดเรื้อรัง รวมทั้งโรคเรื้อรังของระบบการทำงานของร่างกายอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันหรือดำรงชีวิตในสังคมเยี่ยงคนปกติได้

คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ได้แก่ คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้อารมณ์ความคิดจนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่จำเป็นในการดูแลตนเองหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น

คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ ได้แก่ คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางสติปัญญาหรือสมองจนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยวิธีการศึกษาปกติได้

การจำแนกประเภทคนพิการตามกฎกระทรวงของกระทรวงสาธารณสุขที่กล่าวข้างต้นไม่ค่อยจะสอดคล้องกับการจัดการศึกษาพิเศษให้คนพิการตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลสักเท่าไร ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการ

จึงได้จำแนกคนพิการตามความต้องการจำเป็นทางการจัดการศึกษาเป็น 9 ประเภท ดังนี้

1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิทอาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

                        1.1 คนตาบอด หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็นมากจนต้องสอนให้อ่านอักษรเบรลล์หรือใช้วิธีการฟังเทปหรือแผ่นเสียงหากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ 6 ส่วน 60 หรือ 20 ส่วน 200 (20/200) ลงมาจนถึงบอดสนิท (หมายถึง คนตาบอดสามารถมองเห็นวัตถุได้ในระยะห่างน้อยกว่า 6 เมตรหรือ 20 ฟุต ในขณะที่คนปกติสามารถมองเห็นวัตถุเดียวกันได้ในระยะ 60 เมตรหรือ 200 ฟุต) หรือมีลานสายตาแคบกว่า 20 องศา (หมายถึง สามารถมองเห็นได้กว้างน้อยกว่า 20 องศา)

                        1.2 คนเห็นเลือนลาง หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็นแต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ที่ขยายใหญ่ได้หรือต้องใช้แว่นขยายอ่านหากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดี เมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับระหว่าง 6 ส่วน 18 (6/18) หรือ 20 ส่วน 70 (20/70) ถึง 6 ส่วน 60 (6/60) หรือ 20 ส่วน 200 (20/200) หรือมีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา

2.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง คนที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับรุนแรงจนถึงระดับน้อยอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

            2.1 คนหูหนวก หมายถึง คนที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถรับข้อมูลผ่านทางการได้ยินไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟังก็ตามโดยทั่วไป หากตรวจการได้ยินจะสูญเสียการได้ยินประมาณ 90 เดซิเบลขึ้นไป (เดซิเบลเป็นหน่วยวัดความดังของเสียง หมายถึง เมื่อเปรียบเทียบระดับเริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติเมื่อเสียงดังไม่เกิน25เดซิเบลคนหูหนวกจะเริ่มได้ยินเสียงดังมากกว่า 90 เดซิเบล)

                        2.2 คนหูตึง หมายถึง คนที่มีการได้ยินเหลืออยู่พอเพียงที่จะรับข้อมูลผ่านทางการได้ยินโดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟังและหากตรวจการได้ยินจะพบว่ามีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบล ลงมาจนถึง26 เดซิเบล คือ เมื่อเปรียบเทียบระดับเริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติเมื่อเสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล เด็กหูตึงจะเริ่มได้ยินเสียงที่ดังมากกว่า 26 เดซิเบลขึ้นไปจนถึง 90 เดซิเบล

3.บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง คนที่มีพัฒนาการช้ากว่าคนปกติทั่วไปเมื่อวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้วมีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติและความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างน้อย 2 ทักษะหรือมากกว่า เช่น ทักษะการสื่อความหมายทักษะทางสังคมทักษะการใช้สาธารณสมบัติการดูแลตนเองการดำรงชีวิตในบ้านการควบคุมตนเองสุขอนามัยและความปลอดภัยการเรียนวิชาการเพื่อชีวิตประจำวันการใช้เวลาว่างและการทำงานซึ่งลักษณะความบกพร่องทางสติปัญญาจะแสดงอาการก่อนอายุ 18 ปี

4.บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง คนที่มีอวัยวะไม่สมส่วนอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไปกระดูกและกล้ามเนื้อพิการเจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงมีความพิการระบบประสาทมีความลำบากในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติทั้งนี้ไม่รวมคนที่มีความบกพร่องทางประสาทสัมผัสได้แก่ตาบอดหูหนวกอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

                        4.1 โรคของระบบประสาท เช่น ซีรีบรัลพัลซี (Cerebral Palsy) หรือโรคอัมพาตเนื่องจากสมองพิการโรคลมชักมัลติเพิลสเคลอโรซีส (MulitipleSclerosis)

                        4.2 โรคทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้ออักเสบเท้าปุกโรคกระดูกอ่อนโรคอัมพาตกล้ามเนื้อลีบหรือมัสคิวลาร์ดิสโทรฟี (Muscular Dystrophy) กระดูกสันหลังคด

                        4.3 การไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด เช่น โรคศีรษะโตสไปนาเบฟฟิดา (SpinaBifida) แขนขาด้วนแต่กำเนิดเตี้ยแคระ

                        4.4 สภาพความพิการและความบกพร่องทางสุขภาพอื่นๆ ได้แก่ สภาพความพิการอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุและโรคติดต่อ เช่น ไฟไหม้แขนขาขาด โรคโปลิโอ โรคเยื่อบุสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสและอันตรายจากการคลอดความบกพร่องทางสุขภาพ เช่น หอบหืด โรคหัวใจ วัณโรคปอด ปอดอักเสบ

5.บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง คนที่มีความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษาอาจเป็นภาษาพูดและ/หรือภาษาเขียน ซึ่งจะมีผลทำให้มีปัญหาในการฟัง การพูด การคิด การอ่าน การเขียน การสะกดหรือการคิดคำนวณรวมทั้งสภาพความบกพร่องในการรับรู้สมองได้รับบาดเจ็บการปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป ซึ่งทำให้มีปัญหาในการอ่านและปัญหาในการเข้าใจภาษา ทั้งนี้ไม่รวมคนที่มีปัญหาทางการเรียน เนื่องจากสภาพบกพร่องทางการเห็นการได้ยินการเคลื่อนไหวปัญญาอ่อนปัญหาทางอารมณ์หรือความด้อยโอกาสเนื่องจากสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ

6.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา หมายถึง คนที่มีความบกพร่องในเรื่องของการออกเสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติหรือคนที่มีความบกพร่องในเรื่องความเข้าใจและหรือการใช้ภาษาพูดการเขียนและหรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบของภาษาเนื้อหาของภาษาและหน้าที่ของภาษา

7.บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ หมายถึง คนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมากและปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมหรือวัฒนธรรม

8.บุคคลออทิสติก หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสังคมภาษาและการสื่อความหมายพฤติกรรมอารมณ์และจินตนาการ ซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจากการทำงานในหน้าที่บางส่วนของสมองที่ผิดปกติไปและความผิดปกตินี้พบได้ก่อนวัย 30 เดือนและมีลักษณะที่สำคัญคือมีความบกพร่องทางปฏิสัมพันธ์ทางสังคมการสื่อสารพฤติกรรมและอารมณ์การรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้งห้าการใช้อวัยวะต่างๆ อย่างประสานสัมพันธ์การจินตนาการและมีความสนใจที่สั้น เป็นต้น

9.บุคคลพิการซ้อน หมายถึง คนที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากว่าหนึ่งประเภทในบุคคลเดียวกันเช่นคนปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เป็นต้น

ซึ่งจากความหมายและการแบ่งประเภทของผู้พิการข้างต้น หากผู้พิการได้รับการลงทะเบียนตามพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 มาตรา 14 แล้วก็จะได้รับการสงเคราะห์ การพัฒนา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ แตกต่างกันไปตามประเภทของความพิการทำให้ผู้พิการเข้าถึงการคุ้มครอง ดูแลได้อย่างเหมาะสม และได้รับการดูแลได้ทั่วถึงมากขึ้น

            ตอนแรกผู้เขียนก็ว่าจะพูดเฉพาะเรื่องของคนตาบอดเท่านั้น แต่เพื่อความเข้าใจของท่านผู้อ่านมากขึ้นจึงขอแถมมาให้ด้วย จากที่ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้แล้วคงจะรู้จักกับคนตาบอดหรือคนพิกการมากขึ้น และใครที่เคยมีความรู้สึกแบบกล้าๆกลัวคนตาบอด ไม่รู้จะเรียก หรือเข้าไปทักพวกเขาอย่างไร ต่อจากนี้คงจะรู้วิธีทำความรู้จักกับคนตาบอดไม่มากก็น้อยนะครับ  เพราะสิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่คำเรียก แต่อยู่ที่การแสดงออก การให้โอกาศ ปฏิบัติกับพวกเขาให้เหมือนกับบุคคลทั่วไปแค่นี้ครับไม่มีอะไรมากไปกว่านี้จริงๆ

ข้อมูลอ้างอิง

นายพีระ พิลาฤทธิ์

http://www.pt.mahidol.ac.th/knowledge/?p=70

กภ.ปิยะฉัตร มีหนุน

พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 มาตรา 4.

Leonard, M. Definition of Disability: the contribution of EU-MHADIE project to the international debate. [online]. 2006. [cited 2006 July 28]; Available from: URL: www.mhadie.it/getDocument.aspx?FileID=158.

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534.

พวงแก้ว กิจธรรม . ประเภทของคนพิการ.[online] 2549 [cited 2549 November]; Available from:URL:http://sichon.wu.ac.th/file/pt-shh-20110120-171550-LGxcP.pdf.