พิมพ์

หัวข้อบทความ                สถานะของปัจเจกชนในบริบทกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่

                             (Status of Individuals in the Context of Modern International Law)

ผู้เขียน                           อาจารย์อานนท์ ศรีบุญโรจน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

                                    Arnon Sriboonroj, Lecturer, Faculty of Law, Taksin University

คำสำคัญ (Key words)   กฎหมายระหว่างประเทศ, ปัจเจกชน, ผู้ทรงสิทธิในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

                                    International Law, Individuals, Subject of International Law

 

บทคัดย่อ

            แม้ว่าในปัจจุบันปัจเจกชนจะยังไม่ได้รับการยอมรับว่ามี “สภาพบุคคล” ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าปัจเจกชนได้เข้ามามีบทบาทในทางระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพัฒนาการของสังคมระหว่างประเทศ ประกอบกับการขยายขอบเขตในทางเนื้อหาของกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้การพิจารณาปัญหาในเรื่องสถานะของปัจเจกชนในทางระหว่างประเทศมีความยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

            ในบทความนี้ผู้เขียนมุ่งที่จะพิจารณาถึงสถานะของปัจเจกชนภายใต้ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยจะได้ศึกษาถึงพัฒนาการทางความคิด ตลอดจนสถานะของปัจเจกชนในบริบทกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ ซึ่งสรุปได้ว่า สถานะของปัจเจกชนยังมีความไม่ชัดเจนในทัศนะของกฎหมายระหว่างประเทศ หากแต่กฎหมายระหว่างประเทศก็ได้ให้สิทธิ กำหนดหน้าที่ รวมทั้งความรับผิดให้แก่ปัจเจกชนถึงแม้จะไม่เท่ากับรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศซึ่งเป็นบุคคลในทางกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม

 


 

Abstract

At present, although individuals have not been recognised a legal personality in international law. It cannot be denied that the roles of individuals are increasing because of the development of international society and the expansion of sphere of international law. These factors make the position of individuals in the sense of international law are difficult and complex.

This article aims to analyse the status of individuals under international law system through the development of concept and status of individuals in the context of modern international law.  Finally, it can be concluded that status of individual in international law is not explicit. Although international law gives rights, obligations and responsibilities to individuals, it is not equal to State and International organisations.

 

 

สถานะของปัจเจกชนในบริบทกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่

(Status of Individuals in Context of Modern International Law)

โดย อานนท์ ศรีบุญโรจน์[1]

บทนำ

          เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า รัฐ (state) มีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิดั้งเดิม “มีสภาพบุคคล” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ (subject of international law) ตามนัยนี้รัฐจึงมีสิทธิ หน้าที่ ตลอดจนความรับผิดอันเกิดจากการกระทำที่มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนต่อพันธกรณีของตน (state responsibility) จนกระทั่งในปี 1949 การยอมรับสถานะขององค์การระหว่างประเทศ (international organization) ในฐานะที่เป็นผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศก็ได้รับการยอมรับโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) ในความเห็นแนะนำ (advisory opinion) ในกรณีการเรียกร้องค่าเสียหายในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดกับเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติ (Reparation Case)[2] โดยในคดีนี้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า “องค์การสหประชาชาติเป็นบุคคลในทางระหว่างประเทศ (international persons) ซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ในทางระหว่างประเทศ”[3] ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติมีความสามารถที่จะเรียกร้องต่อรัฐซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การสหประชาชาติได้ จากคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีนี้เองส่งผลให้องค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้รับการยอมรับว่ามีสภาพบุคคลตามไปด้วย

            ในส่วนของปัจเจกชน  “individuals” (บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) นั้น แม้จะได้รับการยอมรับโดยทั่วไปถึงสถานะของปัจเจกชนว่ามีสภาพบุคคลภายใต้ระบบกฎหมายภายในของรัฐก็ตาม แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ สถานะของปัจเจกชนยังคงมีความไม่ชัดเจนเมื่อเทียบกับระบบกฎหมายภายใน และเมื่อคำนึงว่าในปัจจุบันปัจเจกชนได้เข้ามามีบทบาทในทางกฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น[4] ประกอบกับการขยายขอบเขตในทางเนื้อหาของกฎหมายระหว่างประเทศ[5] จึงทำให้ปัญหาในเรื่องการพิจารณาสถานะของปัจเจกชนในทางกฎหมายระหว่างประเทศมีความซับซ้อน และยากมากยิ่งขึ้น

            โดยในบทความนี้ผู้เขียนมุ่งที่จะพิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของปัจเจกชนภายใต้บริบทของกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ แต่ก่อนที่จะได้ก้าวไปสู่ประเด็นดังกล่าว ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงพัฒนาการทางความคิดในเรื่องปัจเจกชนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเสียก่อน เพื่อเป็นการทำความเข้าใจในเบื้องต้นถึงแนวคิดในเรื่องปัจเจกชนภายใต้บริบทของกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วจึงจะได้พิจารณาถึงสถานะของปัจเจกชนภายใต้ระบบกฎหมายระหว่างประเทศสมัยปัจจุบัน ก่อนที่จะนำไปสู่บทสรุปต่อไป

 

พัฒนาการทางความคิดในเรื่องปัจเจกชนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

            สำหรับพัฒนาการทางความคิดในเรื่องปัจเจกชนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศนั้น เดิมทีตามทัศนะของกฎหมายระหว่างประเทศไม่ยอมรับว่าปัจเจกชนเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศถือว่า สิทธิ หน้าที่ ตลอดจนความรับผิดของปัจเจกชนในทางระหว่างประเทศจะต้องแสดงออกโดยผ่านรัฐเจ้าของสัญชาติของปัจเจกชนนั้น ๆ[6] ตามนัยนี้ปัจเจกชนที่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของรัฐอื่น จึงไม่อาจเรียกร้องในทางระหว่างประเทศให้รัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำของรัฐได้โดยตรง แต่จะต้องกระทำโดยผ่านรัฐเจ้าของสัญชาติ ด้วยการขอความคุ้มครองทางทูต (diplomatic protection) จากรัฐเจ้าของสัญชาติของปัจเจกชนที่ได้รับความเสียหาย

            ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับจากทั้งนักกฎหมายระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็น Oppenheim, Waldock, Brownlie[7] และศาลระหว่างประเทศ โดยในคดี Mavrommatis Palestine Concessions ค.ศ. 1924 ศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of Justice : PCIJ) ได้วินิจฉัยว่า “เฉพาะเมื่อรัฐได้ให้ความคุ้มครองทางทูตและเรียกร้องในนามของคนชาติของตนเท่านั้น จึงจะถือว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นในทางกฎหมายระหว่างประเทศ”[8] ตามนัยนี้จะเห็นได้ว่าแม้ศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศจะได้ให้การยอมรับถึงสิทธิของปัจเจกชนในอันที่จะเรียกร้องให้รัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ปัจเจกชนได้ก็ตาม หากแต่การที่จะบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิดังกล่าวก็จำเป็นที่จะต้องทำโดยผ่านรัฐเจ้าของสัญชาติซึ่งทำในนามของปัจเจกชนผู้ได้รับความเสียหาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศไม่ยอมรับสถานะของปัจเจกชนว่าเป็นผู้ทรงสิทธิในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

            อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แนวโน้มในเรื่องการยอมรับสถานะของปัจเจกชนในฐานะที่เป็นผู้ทรงสิทธิในทางกฎหมายระหว่างประเทศก็มีเพิ่มมากขึ้น โดยได้มีการพยายามหาเหตุผลของนักนิติศาสตร์เพื่อสนับสนุนการมีสถานะ  “บุคคล” ของปัจเจกชนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ[9] ตัวอย่างเช่น Hans Kelsen แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว Kelsen จะให้การยอมรับว่ามีเพียงรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้ทรงสิทธิในทางกฎหมายระหว่างประเทศ[10] แต่อย่างไรก็ดีเขาได้ให้การยอมรับต่อไปว่า มีกรณีซึ่งกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้ก่อให้เกิดพันธกรณีกับปัจเจกชนโดยตรง ในกรณีเช่นนี้ปัจเจกชนจึงอยู่ในฐานะผู้ทรงสิทธิโดยตรงในทางกฎหมายระหว่างประเทศ (directly as subject international law)[11] หรือ Wolfgang Friedmann โดยเขาเห็นว่ามีความแตกต่างกันระหว่างปัจเจกชนในฐานะที่เป็นผู้ทรงสิทธิในอันที่จะบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิในทางระหว่างประเทศกับปัจเจกชนในฐานะผู้รับประโยชน์ (beneficiary) ตามกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งรัฐเป็นผู้ทรงสิทธิเรียกร้องในนามของปัจเจกชนนั้น[12]

            นอกจากแนวความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้ให้การยอมรับถึงสิทธิของปัจเจกชนในทางกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว แนวคำวินิจฉัยของศาลระหว่างประเทศเองก็ได้ให้การยอมรับว่าปัจเจกชนสามารถมีและใช้บังคับสิทธิตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น ในความเห็นแนะนำ (advisory opinion) ของศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศในคดี Jurisdiction of the Court of Danzig โดยในคดีนี้ศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศได้วินิจฉัยว่า “ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปนั้น Beamtenabkommen ในฐานะที่เป็นความตกลงระหว่างประเทศ ย่อมไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่โดยตรงแก่ปัจเจกชนได้ แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้เช่นเดียวกันว่า วัตถุที่ประสงค์ในความตกลงระหว่างประเทศตามเจตนารมณ์ของภาคีแห่งความตกลงดังกล่าวอาจกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่นอนระหว่างคู่ภาคีเพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของปัจเจกชนซึ่งสามารถใช้บังคับได้ในศาลภายในของรัฐภาคีอื่น”[13]

            นอกจากนี้ใน Draft Article on the Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission : ILC) เองก็ได้ให้การยอมรับถึงสิทธิของปัจเจกชนในทางกฎหมายระหว่างประเทศในอันที่จะเรียกร้องให้รัฐที่กระทำความผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายในผลที่อาจเกิดขึ้นโดยตรงต่อปัจเจกชน หรือองค์ภาวะอื่น ๆ (entity) นอกจากรัฐได้[14]

            กล่าวโดยสรุป แม้ว่าในอดีตการยอมรับสถานะ, สภาพบุคคล, ตลอดจนสิทธิของปัจเจกชนในทางกฎหมายระหว่างประเทศจะมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะการบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิของปัจเจกชนในทางกฎหมายระหว่างประเทศที่แม้โดยสารัตถะแล้ว กฎหมายระหว่างประเทศจะได้ให้การรับรองสิทธิของปัจเจกชนในอันที่จะเรียกร้องให้รัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ปัจเจกชนได้ก็ตาม แต่การที่จะบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิดังกล่าวได้จำเป็นที่จะต้องกระทำโดยผ่านรัฐเจ้าของสัญชาติซึ่งถือว่าเป็นผู้ทรงสิทธิ (อย่างบริบูรณ์) ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ต่อมาเมื่อพัฒนาการของสังคมระหว่างประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ปัจเจกชนได้เข้ามามีบทบาทในทางระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชน และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ จึงทำให้ปัจเจกชนมิอาจถูกจำกัดสถานะอยู่แต่เฉพาะการเป็นวัตถุแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ (object of international law) ได้อีกต่อไป

 

สถานะของปัจเจกชนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน

            หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจถึงพัฒนาการทางความคิดของเรื่องปัจเจกชนในทางกฎหมายระหว่างประเทศมาแล้ว ในส่วนนี้จะได้พิจารณาถึงสถานะของปัจเจกชนที่มีอยู่ภายใต้บริบทของกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน ซึ่งอาจพอที่จะแบ่งการพิจารณาได้ดังนี้

1.      ปัจเจกชนในฐานะผู้ทรงสิทธิในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

            ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ในปัจจุบันการยอมรับสถานะของปัจเจกชนในฐานะที่เป็น “ผู้ทรงสิทธิ” ในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากทั้งนักนิติศาสตร์, ศาลระหว่างประเทศ หรือแม้แต่หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ในการประมวลหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission : ILC) ดังนี้จึงส่งผลให้ปัจเจกชนสามารถเข้ามามีสิทธิและบังคับการให้เป็นไปตามสิทธิของตนในขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศ ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในทางระหว่างประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีอนุสัญญาหลายฉบับให้การรับรองไว้ เช่น อนุสัญญาจัดตั้งศาลยุติธรรมแห่งอเมริกากลาง “Convention for Establishment of Central American Court of Justice” ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1907 โดยใน Article 2 แห่งอนุสัญญาฉบับดังกล่าว ได้กำหนดให้ปัจเจกชนมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อฟ้องรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาที่ไม่ใช่รัฐเจ้าของสัญชาติของผู้ฟ้องได้ แต่ทั้งนี้ปัจเจกชนที่ได้รับความเสียหายจะต้องใช้วิธีการเยียวยาภายใน (exhaustive local remidies) จนถึงที่สุดแล้ว และปรากฏว่าได้รับการปฏิเสธความยุติธรรม (denial of justice) โดยไม่คำนึงว่ารัฐเจ้าของสัญชาติของปัจเจกชนจะยินดีเรียกร้องรัฐภาคีอื่นแห่งอนุสัญญาในนามของปัจเจกชนนั้นหรือไม่[15]

            แต่อย่างไรก็ดี มีข้อที่น่าสังเกตว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ของการจัดตั้งศาลดังกล่าวปรากฏว่ามีกรณีซึ่งปัจเจกชนนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อฟ้องรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาจำนวน 5 คดี แต่ไม่มีคดีใดเลยที่ปัจเจกชนเป็นฝ่ายชนะคดี[16]   

            นอกจากนี้ในบริบทของเรื่องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (International Human Rights) กฎหมายระหว่างประเทศได้ให้การยอมรับและคุ้มครองในสิทธิของปัจเจกชน ด้วยการสร้างพันธกรณีในทางระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีทั้งที่อยู่ในรูปของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ “International Customary Law” และอนุสัญญาระหว่างประเทศ “Treaties” ซึ่งรัฐต่าง ๆ ย่อมมีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีเช่นว่านั้น ตามนัยนี้ในแง่หนึ่งปัจเจกชนจึงอยู่ในฐานะผู้รับประโยชน์จากการที่รัฐจะต้องกระทำหรืองดเว้นการกระทำใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่กฎหมายระหว่างประเทศได้รับรองไว้

            อย่างไรก็ดี หากมีการฝ่าฝืนพันธกรณีที่เกี่ยวด้วยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนก็ได้ให้การรับรองถึงสิทธิของปัจเจกชนในการนำข้อพิพาทขึ้นสู่หน่วยงานหรือองค์กรตามที่อนุสัญญาได้กำหนด ตัวอย่างเช่น ใน Article 19 ของอนุสัญญาแห่งยุโรปเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน “Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedom” ค.ศ. 1950 ได้กำหนดให้สิทธิแก่ปัจเจกชนสัญชาติแห่งรัฐภาคีสามารถนำคำร้องขึ้นสู่คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปได้ ในกรณีที่ปัจเจกชนได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิของตนตามที่ได้รับรองไว้ในอนุสัญญา ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐภาคีที่ถูกร้องเรียนนั้น ต้องรับรองถึงความสามารถของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในการรับคำร้องดังกล่าวด้วย [17]

2.      ปัจเจกชนในฐานะเป็นผู้ต้องรับผิดในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

            ในทำนองเดียวกับรัฐและองค์การระหว่างประเทศที่ต้องมีความรับผิดในทางระหว่างประเทศ หากรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศนั้นได้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนต่อพันธกรณีในทางระหว่างประเทศที่ตนมีอยู่ กฎหมายระหว่างประเทศเองก็ได้กำหนดให้ปัจเจกชนต้องมีความรับผิดในทางระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน หากการกระทำของปัจเจกชนนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งปัจเจกชนสามารถถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศได้โดยตรง ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายภายในของรัฐแห่งสัญชาติของปัจเจกชนนั้น[18] ตัวอย่างเช่น การกระทำความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ “genocide” โดยในอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษการกระทำความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ “Convention on the Prevention and Punishment of the Crime of Genocide” ค.ศ. 1948 ได้บัญญัติให้บุคคลผู้กระทำความผิดฐานค่าล้างเผ่าพันธุ์และความผิดอื่น ๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญาต้องถูกลงโทษ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ปกครองของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือปัจเจกชนก็ตาม[19]

            นอกจากนี้การกระทำความผิดฐานกระทำการอันเป็นโจรสลัด (piracy) ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงสถานะของปัจเจกชนที่ต้องมีความรับผิดในทางระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (international customary law) ว่า ปัจเจกชนซึ่งกระทำการอันเป็นโจรสลัดในทะเลหลวง (high sea) ย่อมสามารถถูกลงโทษโดยรัฐที่จับกุม (apprehending state) ได้ ซึ่งในปัจจุบันหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการบัญญัติไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล “United Nations Convention on the Law of the Sea” ค.ศ. 1982[20]  

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มีการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) ขึ้นในปี ค.ศ. 2002 โดยธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statue of the International Criminal Court) ส่งผลให้การดำเนินคดีอาญาในทางระหว่างประเทศตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อปัจเจกชนที่ได้ก่ออาชญากรรมอย่างร้ายแรง (most serious crime) ที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลอันได้แก่ อาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมรุกราน[21] มีความชัดเจนและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น           

            ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าไม่เพียงแต่กฎหมายระหว่างประเทศจะได้กำหนดให้การกระทำความผิดของปัจเจกชนในทางระหว่างประเทศมีลักษณะที่ทุกรัฐสามารถมีเขตอำนาจในการจับกุมลงโทษปัจเจกชนที่กระทำความผิดได้เท่านั้น (universal jurisdiction) แต่ในปัญหาความรับผิดของปัจเจกชนในทางระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่คำนึงถึงสถานะของปัจเจกชนในทางกฎหมายภายในแห่งรัฐเจ้าของสัญชาติของปัจเจกชนนั้นด้วย

3.      ปัจเจกชนในฐานะที่มีส่วนช่วยในการสร้างหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

             ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในปัจจุบันปัจเจกชนได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล “private international law” ซึ่งมีพื้นฐานที่สำคัญมาจากการรับรองชีวิตของปัจเจกชนในทางระหว่างประเทศ และกฎหมายพาณิชย์ระหว่างประเทศ “International Commercial Law” เนื่องจากในปัจจุบันโลกได้เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งความไร้พรมแดน อันเป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง  ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของนิติสัมพันธ์ ทั้งในระดับรัฐกับรัฐ รัฐกับปัจเจกชน หรือแม้แต่ในระหว่างปัจเจกชนด้วยกันเอง อันมีลักษณะเป็น “นิติสัมพันธ์ข้ามชาติ”     

            ซึ่งจากสภาพการดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนากฎเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถเป็นเครื่องมือในการควบคุม และตอบสนองกับพัฒนาการทางสังคมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับว่าเป็นความมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่าในระยะแรกบทบาทของปัจเจกชนในการสร้างกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศนั้นจะอยู่ในรูปของทางปฏิบัติเป็นสำคัญซึ่งไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมาย หากแต่เมื่อได้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทางปฏิบัติดังกล่าวก็เริ่มมีสภาพบังคับแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นกฎหมายหรือที่เรียกว่า “Soft Law” และเมื่อได้มีการนำทางปฏิบัติที่เกิดจากการพัฒนาของปัจเจกชนมาจัดทำให้อยู่ในรูปของกฎหมายก็จะทำให้ทางปฏิบัติของปัจเจกชนเช่นว่านั้นกลายเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับ หรือที่เรียกว่า “Hart Law” ในที่สุด

            ดังที่จะเห็นได้จาก มีการจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลใช้บังคับกับปัจเจกชนโดยตรงหลายฉบับ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนแต่มีพื้นฐานมาจากทางปฏิบัติของปัจเจกชน ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ “UN Convention on Contracts for International Sale of Goodsค.ศ. 1988 โดยอนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับกับสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ระหว่างประเทศที่คู่สัญญามีสถานประกอบกิจการอยู่คนละประเทศ แต่จะต้องเป็นประเทศแห่งรัฐภาคี หรือกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลได้ชี้ให้ใช้กฎหมายแห่งรัฐคู่ภาคีนั้น[22]

            จากอนุสัญญาฉบับดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าแม้สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศจะเป็นประเด็นปัญหาที่อยู่ในขอบเขตของนิติสัมพันธ์ในระหว่างปัจเจกชนโดยแท้ หากแต่กฎหมายระหว่างประเทศก็ได้ให้การรับรองหลักเกณฑ์ดังกล่าว อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของปัจเจกชนในทางระหว่างประเทศ ตามนัยนี้ปัจเจกชนจึงเป็นผู้มีส่วนช่วยในการสร้างและพัฒนาหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศภายใต้บริบทของกฎหมายระหว่างประเทศปัจจุบันด้วยในอีกฐานะหนึ่ง

 

บทสรุป

            กล่าวโดยสรุป แม้ในอดีตที่ผ่านมา สถานะของปัจเจกชนในทางกฎหมายระหว่างประเทศจะไม่ได้รับการยอมรับว่ามีสภาพบุคคลตามทัศนะของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกฎหมายระหว่างประเทศให้การยอมรับว่ามีแต่เพียงรัฐ และองค์การระหว่างประเทศเท่านั้นที่มีสิทธิอย่างบริบูรณ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ หากแต่พัฒนาการของสังคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บทบาทและสถานะของปัจเจกชนก็ได้รับการยอมรับจากทั้งนักนิติศาสตร์, ศาลระหว่างประเทศ ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น หากแต่ก็ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าปัจเจกชนจะถือว่ามีสภาพบุคคลในทางกฎหมายระหว่างประเทศเหมือนอย่างรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศด้วยหรือไม่

            แต่อย่างไรก็ดีเพื่อให้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถเป็นกลไกในการควบคุมตลอดจนคุ้มครองการกระทำของปัจเจกชนภายใต้บริบทของกฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นกฎหมายระหว่างประเทศจึงจำเป็นที่จะต้องให้สิทธิ กำหนดหน้าที่ และความรับผิดบางประการให้กับปัจเจกชน ถึงแม้ว่าจะไม่เท่ากับรัฐและองค์การระหว่างประเทศซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลในทางกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าปัจเจกชนจะไม่มีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับว่ามีสถานะเป็น “บุคคล” ในทางกฎหมายระหว่างประเทศเสียทีเดียว เพราะเมื่อคำนึงว่าในปัจจุบันปัจเจกชนได้เข้ามามีบทบาทในทางกฎหมายระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอาจให้การยอมรับว่าปัจเจกชนมีสภาพบุคคลในทางกฎหมายระหว่างประเทศเหมือนเช่นที่เคยได้ให้การยอมรับว่าองค์การระหว่างประเทศมีสภาพบุคคลในทางกฎหมายระหว่างประเทศก็ได้

 

 

 

บรรณานุกรม

 

หนังสือภาษาไทย

จุมพต สายสุนทร. (2549). กฎหมายระหว่างประเทศ เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน.

 

Books

Han Kelsen. (1967). Pure Theory of Law (Translate by Max Knight). United States of America :

              University of California Press.

Malcolm N. Shaw. (2008). International Law (6th Edition). New York : Cambridge University

              Press.

 

Articles

Alexander Orakhelashvili. (Spring 2001). “The Position of the Individual In International Law,”  

               California Western International Law Journal, 241-276.

Giorgio Gaja. (2010, February). “The Position of Individuals in International Law: An ILC  

             Perspective,” European Journal of International Law. 11-14.

P.K. Menon. (1992). “The International Personality of Individuals in International Laws : A

              Broadening of the Traditional Doctrine.” Journal of Transnational Law & Policy. 151-182.

 

Website

Convention for Establishment of Central American Court of Justice 1907. Retrieved August 13,

              2012, from http://www.dipublico.com.ar/english/convention-for-the-establishment-of-a-

              central-american-court-of-justice-1907/

Convention on the Prevention and Punishment of the Crime of Genocide 1948. Retrieved August

              13, 2012, from http://www.icrc.org/ihl.nsf/FULL/357?OpenDocument

Reparation for Injuries Suffered in the Service of the United Nations. Retrieved August 13, 2012,

             from http://www.icj-cij.org/docket/files/4/1835.pdf

Rome Statue of the International Criminal Court 2002. Retrieved August 13, 2012, form  

               http://www.icc-cpi.int/NR/rdonlyres/ADD16852-AEE9-4757-ABE7-   

              9CDC7CF02886/283503/RomeStatutEng1.pdf

UN Convention on Contracts for International Sale of Goods 1980. Retrieved August 13, 2012,

                 from http://www.uncitral.org/pdf/english/texts/sales/cisg/CISG.pdf

 



[1] อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

                [2] Reparation for Injuries Suffered in the Service of the United Nations, I.C.J. Advisory Opinion of April 11th, 1949. Retrieved August 13, 2012, from http://www.icj-cij.org/docket/files/4/1835.pdf

                [3] Ibid

[4] Malcolm N. Shaw. (2008). International Law. p. 258.  

                [5] Ibid. pp. 43-49.   

                [6] จุมพต สายสุนทร. (2549).  กฎหมายระหว่างประเทศ เล่ม 1. หน้า 210.  

                [7] Alexander Orakhelashvili. (2001). “The Position of the Individual In International Law,” California Western International Law Journal. pp. 245-246.

                [8] อ้างใน, จุมพต สายสุนทร. เล่มเดิม. หน้า 210, และโปรดดู Malcolm N. Shaw. supra note. p. 810.  

                [9] Alexander Orakhelashvili. supra note. p. 244. 

                [10] Hans Kelsen. (1967). Pure Theory of Law. (Translated by Max Knight). p. 327.   

                [11] Ibid.

                [12] Alexander Orakhelashvili. supra note. p. 245.

                [13] อ้างใน, จุมพต สายสุนทร. เล่มเดิม. หน้า 225.  

                [14] Giorgio Gaja. (2010). “The Position of Individuals in International Law: An ILC Perspective,” European Journal of International Law. p. 11.

                [15] Convention for Establishment of Central American Court of Justice 1907, stated that: This Court shall also take cognizance of the questions which individuals of one Central American country may raise against any of the other contracting Governments, because of the violation of treaties or conventions, and other cases of an international character; no matter whether their own Government supports said claim or not, and provided that the remedies which the laws of the respective country provide against such violation shall have been exhausted or that denial of justice shall have been shown.  

                [16] Dr. P.K. Menon. (1992). “The International Personality of Individuals in International Laws : A Broadening of the Traditional Doctrine,” Journal of Transnational Law & Policy. p.159.   

                [17] จุมพต สายสุนทร. เล่มเดิม. หน้า 227.    

                [18] Alexander Orakhelashvili, supra note. p. 269. 

                [19] Convention on the Prevention and Punishment of the Crime of Genocide 1948, Article 3 stated that: Persons committing genocide or any of the other acts enumerated in article 3 shall be punished, whether they are constitutionally responsible rulers, public officials or private individuals.

                [20] Dr. P.K. Menon, supra note. pp. 174-175.   

[21] Rome Statue of the International Criminal Court 2002, Article 5 par. 1 stated that: The jurisdiction of the Court shall be limited to the most serious crimes of concern to the international community as a whole. The Court has jurisdiction in accordance with this Statute with respect to the following crimes:

(a) The crime of genocide;

(b) Crimes against humanity;

(c) War crimes;

(d) The crime of aggression.

                [22] UN Convention on Contracts for International Sale of Goods 1980, Article 1 stated that: (1) This Convention applies to contracts of sale of goods between parties whose places of business are in different States:

(a)      when the States are Contracting States; or

(b)      when the rules of private international law lead to the application of the law of a Contracting State.  

ดาวน์โหลดเอกสาร

หมวด: บทความและงานวิจัย
ฮิต: 8253